เมกะโปรเจ็กต์ | มอเตอร์เวย์ “หาดใหญ่ ชายแดนมาเลเซีย” เปิดประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่

มอเตอร์เวย์หาดใหญ่ ชายแดนมาเลเซีย

เมกะโปรเจ็กต์อีกหนึ่งโครงการนี้ของกรมทางหลวง จะเปิดให้ได้ลุ้นการร่วมลงทุนตามขั้นตอนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ปี 2556 ในปี 2562 นี้ โดยเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา ได้จัดสัมมนาประเมินความสนใจนักลงทุน (มาร์เก็ตซาวดิ้ง) ครั้งที่ 2 วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านคมนาคมขนส่งภาคใต้

โครงการมอเตอร์เวย์เส้นทางสายนี้ เป็นอีกหนึ่งโครงการเร่งด่วนภายใต้แผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ระยะ 20 ปี การให้เอกชนร่วมลงทุนถือได้ว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากจะต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เงินลงทุน และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง โดยต้องการให้การเดินทางระหว่างตัวเมืองหาดใหญ่กับด่านชายแดนไทย/มาเลเซียมีความสะดวกรวดเร็ว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

แนวโครงการมีจุดเริ่มต้นบริเวณจุดตัดกับทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ประมาณ กม.1242+135 บริเวณ อ.บางกลํ่า จ.สงขลา แนวมุ่งลงทิศใต้ มีจุดสิ้นสุดที่ กม.62+596 ที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ใกล้กับด่านศุลกากรสะเดา แห่งที่ 2 อ.สะเดา จ.สงขลา รวมระยะทาง 62 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 57,022 ล้านบาท (มูลค่าลงทุน 37,399 ล้านบาท ได้แก่ 1.งานเวนคืน 6,974 ล้านบาท 2.งานทางและโครงสร้าง 27,424 ล้านบาท 3.งานระบบ 2,856 ล้านบาท และ 4.ค่าลงทุนระยะเริ่มต้น 145 ล้านบาท 2.มูลค่าการดำเนินงานดูแลบำรุงรักษา 19,623 ล้านบาท ได้แก่ ค่าดำเนินงาน 7,183 ล้านบาท และค่าบำรุงรักษา 12,440 ล้านบาท) รูปแบบทางขนาด 4 เลน มีที่พักริมทาง 1 แห่ง มีด่านเก็บค่าผ่านทาง 4 แห่ง
รูปแบบการร่วมลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์หาดใหญ่ ชายแดนมาเลเซียนี้ กรมทางหลวงกำหนดไว้ 2 ระยะ คือ ระยะแรก เอกชนออกแบบ จัดหาแหล่งเงินทุนและก่อสร้างโครงการทั้งหมด โดยภาครัฐจัดหาที่ดิน ส่วนระยะที่ 2 เอกชนผู้ดำเนินงานและบำรุงรักษาทั้งโครงการตลอดระยะสัญญา
โดยกำหนดกรอบระยะเวลาร่วมทุนไม่เกิน 33 ปี แบ่งเป็น ออกแบบและก่อสร้างโครงการ 3 ปี และระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 30 ปี รายได้โครงการมาจากค่าผ่านทางและรายได้เชิงพาณิชย์อื่น ๆตามผลการศึกษาจะพบว่า มีปริมาณคาดการณ์จราจรเฉลี่ยประมาณ 20,910 คัน/วัน ในปีที่เปิดให้บริการ และจะเพิ่มเป็น 46,050 คัน/วัน ในปีที่ 30 สร้างรายได้ถึง 478 ล้านบาท/ปี ในปีที่เปิดให้บริการ และเพิ่มเป็น 2,145 ล้านบาท/ปี ในปีที่ 30 ตามลำดับ
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ