ถกประเด็น: ค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาแพง ปัญหาที่รอการแก้ไข

แม้ว่ารถไฟฟ้าจะมีจุดเด่นที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว แต่สิ่งที่แลกมากับความสะดวกนั้นก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากการเดินทางรูปแบบอื่น 

แม้ว่ารถไฟฟ้าจะมีจุดเด่นที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว แต่สิ่งที่แลกมากับความสะดวกนั้นก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากการเดินทางรูปแบบอื่น 

ค่าโดยสารรถไฟฟ้าไทย เฉลี่ย 28.30 บาท/คน/เที่ยว

สำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า เหตุผลหลักคือเรื่องของการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา จากการโดยสารรถไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน แต่ดูเหมือนว่าการประหยัดเวลานั้น ต้องแลกมากับการจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่แพงเกินไป

ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทย ได้กลายได้เป็นกระแสถูกพูดถึงและถึงพูดถึงมากขึ้น หลังจากเว็บไซต์เดอะสตาร์ของมาเลเซีย เผยรายงานอ้างอิงจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ซึ่งระบุว่า ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของประเทศไทย มีค่าโดยสารที่แพงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีรายได้น้อย

ผลศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายระบบขนส่งสาธารณะรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล ของ TDRI พบว่า ค่ารถไฟฟ้าในเมืองเมื่อวัดตามอำนาจดัชนีการซื้อ มีราคาค่อนข้างสูง หรือเฉลี่ย 28.30 บาท/คน/เที่ยว สูงกว่าของสิงคโปร์กว่า 50% ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 13.3 บาท/คน/เที่ยว ส่วนฮ่องกงอยู่ที่ 16.78 บาท/คน/เที่ยว

นอกจากนี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้าระบบรางของไทยยังสูงกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย และมีค่าส่วนต่างค่าโดยสารระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์สูงที่สุด โดยไทยอยู่ที่ 67.4 บาท หรือ 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์อยู่ที่ 25.73 บาท หรือ 0.83 ดอลลาร์สหรัฐ และฮ่องกงอยู่ที่ 46.5 บาท หรือ 1.5 ดอลลาร์สหรัฐ

วิเคราะห์ 2 สาเหตุสำคัญ ดันค่าโดยสารรถไฟฟ้าไทยพุ่ง

หากพิจารณาค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน จะมีอัตราอยู่ระหว่าง 16-42 บาท ยังไม่รวมส่วนต่อขยายที่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 15-21 บาท ยกตัวอย่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากจังหวัดสมุทรปราการ ยาวมาถึงสถานีหมอชิตจะอยู่ที่ 59 บาท/เที่ยว

เมื่อรวมทั้งขาไปและขากลับ จะต้องเสียค่าโดยสารรถไฟฟ้าวันละ 118 บาท รวมต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ยังไม่รวมค่ารถเมล์ ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ในกรณีที่ต้องนั่งต่อมาเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า หมายความว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางต่อเดือนจะสูงกว่า 3,000 บาท

Bangkok, Thailand - February 28, 2017: Crowd of passengers on BT

โดยค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยที่มีราคาแพงนี้ จากการวิเคราะห์พบว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยสำคัญ

1. รูปแบบการลงทุนส่วนใหญ่ให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งการลงทุนระบบขนส่งสาธารณะจะมีต้นทุนสูงและใช้เวลาคืนทุนนาน เช่น รถไฟฟ้าสายแรกสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-หมอชิต และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ซึ่งมีบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงทุนทั้งหมด

ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการเกิดขาดทุน จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและเพิ่งมีกำไรในช่วงหลังปี 2552 ดังนั้น การกำหนดค่าโดยสารจึงตั้งตามต้นทุนที่เอกชนต้องแบก และเมื่อต้องนั่งรถไฟฟ้าหลายระบบ ต้องเสียค่าแรกเข้าและค่าโดยสารตามระยะทางของรถไฟฟ้าระบบนั้น ๆ อีกต่อหนึ่ง จึงทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพง

2. รัฐไม่มีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่เพียงพอ เช่น มาตรการเชิงบังคับจำกัดรถยนต์วิ่งเข้าเมือง จัดเก็บค่าเข้าเมืองในอัตราสูง เหมือนในต่างประเทศ อย่างกรุงลอนดอนของอังกฤษ หรือสิงคโปร์ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น โดยที่กรุงลอนดอนเห็นผลชัดเจน มีคนใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 50% จากช่วงก่อนประกาศใช้มาตรการ

ตั้งกรมการขนส่งทางรางกำกับดูแลค่าโดยสารรถไฟฟ้า

ล่าสุด ได้มีการตั้งกรมขนส่งทางราง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่แยกส่วนมาจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล ควบคุมรถไฟทั่วไป รถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูง ทั้งด้านการวางแผนพัฒนาระบบราง การควบคุมมาตรฐานงานเดินรถและบริการ การพัฒนาที่ดินและพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวเส้นทาง การลงโทษผู้ให้บริการ และการกำหนดราคาค่าโดยสาร

สำหรับการควบคุมค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอนาคตนั้น กรมขนส่งทางรางจะเข้ามาดูในเรื่องการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า การกำหนดค่าโดยสารที่เป็นธรรม โดยจัดทำมาตรฐานราคาในแต่ละสายให้มีความสอดคล้องกัน แต่ไม่มีอำนาจไปกำกับดูแลและเปลี่ยนแปลงสัญญารถไฟฟ้าที่อยู่ในสัมปทานปัจจุบันซึ่งได้ลงนามไปแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน-สายสีเขียวเข้ม รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ดังนั้นจึงมีผลการกำกับดูแลเฉพาะรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเกิด และรถไฟสายเดิมที่กำลังจะหมดอายุสัมปทาน เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว 

BTS Sky trina Silom sathorn

เตรียมเสนอ 7 มาตรการ ชงรัฐบาลใหม่

กรมขนส่งทางรางเตรียมเสนอ 7 มาตรการให้กระทรวงคมนาคมและรัฐบาลใหม่พิจารณา เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ดังนี้

1.เปลี่ยนรูปแบบสัญญาสัมปทานจาก PPP net cost เป็น PPP gross cost

2.กำหนดกรอบราคาขั้นสูงของระบบ

3.กำหนดเงื่อนไขการเชื่อมต่อเพื่อให้ค่าโดยสารไม่สูงเกินไป

4.จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างหน่วยงาน ด้านเศรษฐกิจและด้านคมนาคม ทำหน้าที่หลักในการกำหนดมาตรฐานอัตราค่าบริการ

5.ยกเว้นเก็บค่าแรกเข้ากรณีเดินทางข้ามระบบโดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเปิด

6.มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า

7.อุดหนุนค่าใช้จ่ายการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า โดยจะมีการพิจารณาแหล่งเงินหรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง โดยปริมาณการอุดหนุนค่าใช้จ่ายการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เช่น จัดตั้งกองทุน หรือคนที่ใช้รถไฟฟ้าสามารถนำค่าโดยสารมาลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลังต่อไป

เคาะเพดานราคาสายสีเขียว 65 บาท ตลอดสาย

ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ กรุงทพมหานครได้มีการเจรจาร่วมกับผู้รับสัมปทาน บริษัท ระบบขนส่งมวลชน จำกัด (มหาชน) กำหนดเพดานอัตราค่าโดยสารสูงสุดในส่วนของไม่เกิน 65 บาท เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบในการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยค่าโดยสารตลอดเส้นทางจะอยู่ที่อัตราไม่เกิน 65 บาท จนกว่าจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ไม่มีเงื่อนไขให้ผู้รับสัมปทานมาขอขึ้นค่าบริการทีหลัง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้บริการ

BTS Green line

รอความชัดเจนหลังเลือกตั้ง พิจารณาค่าโดยสารใหม่

กระทรวงคมนาคมไม่นิ่งนอนใจ พร้อมดำเนินการ หากมีนโยบายชัดเจนจากรัฐบาลต้องการปรับลดค่าโดยสาร ส่วนประเด็นที่มีพรรคร่วมรัฐบาลเสนอปรับลดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่รัฐเป็นเจ้าของและจ้างเอกชนเดินรถ โดยเก็บค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสายก็สามารถทำได้ หากรัฐยอมให้รายได้ส่วนนี้ลดลง

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น เช่น สายสีน้ำเงิน หรือบีทีเอส ซึ่งเป็นการลงทุนในลักษณะ PPP ต้องเข้าไปดูในรายละเอียดว่า หากลดราคาแล้วจะเปิดโอกาสให้รัฐเข้าไปอุดหนุน เพื่อชดเชยรายได้ให้เอกชนที่สูญเสียไปได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาให้รอบด้าน ต้องรอหลังการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะรอความชัดเจนอีกครั้ง
จับทิศทางอสังหาฯ หลังเลือกตั้ง มีปัจจัยบวก

จากนี้คงต้องรอว่าหลังการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย การปรับลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในแผนที่รัฐบาลนำมาพิจารณา เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางหรือไม่ เพราะถึงแม้ปัจจุบันจะเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้ครอบคลุม แต่ถ้าประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงหรือต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงในแต่ละเดือน ไม่เพียงแต่กระทบภาระทางการเงิน แต่ยังส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยอดขายคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าอาจไม่ขยับ หากซื้อแล้วต้องแบกรับภาระค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงเช่นนี้ในระยะยาว

ที่มา : ddproperty.com