บอร์ดทอท.อนุมัติแผนแม่บทสุวรรณภูมิใหม่สั่งลุย “เทอร์มินอล2” ไฟเขียวลดค่าแลนดิ้งฟรี 50%

มื่อวันที่ 20 พ.ย.2562 ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ครั้งที่ 13/2562 มีนายประสงค์ พูนธเนศ เป็นประธานกรรมการ ทอท. โดยที่ประชุมมีมติสรุป

พิมพ์เขียว-เทอร์มินอล2 ฉลุย

โดยเห็นชอบแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่ง ทอท.ได้ดำเนินการปรับปรุงแผนแม่บทโดยได้ประชุมหารือร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.) กองยุทธศาสตร์และแผนงาน (กยผ.) สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเด็นการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ตามแผนแม่บทฉบับปี 2561 เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2562

โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าแผนแม่บทเป็นการวางแผนระยะยาว สามารถปรับปรุงได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ทอท.ต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบด้าน คำนึงถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอื่นๆ เนื่องจากส่งผลต่อการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิและพิจารณาความเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการที่ปรึกษาท่าอากาศยาน (Airports Consultative Committee : ACC) และคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบินกรุงเทพ (Airline Operators Committee: AOC)

ทุกฝ่ายหนุน

โดยที่ผ่านมา ทอท.ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการ ACC ในปี 2562 จำนวน 7 ครั้ง และ ทอท.ได้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทตามความเห็นของ ACC และแนวทางการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานตามคู่มือการพัฒนาท่าอากาศยาน ของ IATA รวมทั้งได้จัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือตามแนวทางที่ ACC ได้ให้ความเห็นไว้ โดยมีสาระสำคัญของแผนแม่บท

1.ปรับปรุงข้อมูลการเชื่อมท่าอากาศยานทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้สอดคล้องกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( ECC)

2.ปรับปรุงข้อมูลการการคาดการณ์ปริมาณการขนส่งทางอากาศให้เป็นปัจจุบัน โดยคำนึงถึงปริมาณผู้โดยสารส่วนที่เกินขีดความสามารถของท่าอากาศยานดอนเมืองในอนาคต

3.เพิ่มเติมข้อมูลการจัดสรรสายการบินที่ให้บริการประจำอาคารผู้โดยสารหลัก (Main Terminal Building: MTB) อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT1) และส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือตามที่ ACC ได้ให้ความเห็น

4.เพิ่มเติมข้อมูลการกำหนดทางเลือกในการจัดวางอาคารผู้โดยสารเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใช้งาน และ 5.ปรับลำดับการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเฟส (Phasing) ให้มีขีดความสามารถสอดคล้องกับปริมาณการขนส่งทางอากาศ

แบ่งพัฒนา 5 เฟส

ระยะที่ 1 ประกอบด้วย อาคารผู้โดยสาร และทางวิ่ง 2 เส้น (ปัจจุบัน) สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี และเที่ยวบิน 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ 2554-2560) ประกอบด้วยการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี และเที่ยวบินได้ 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง กำหนดแล้วเสร็จปี 2563

ระยะที่ 3 (ดำเนินการระหว่างปี 2559-2565) ประกอบด้วย การก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 และการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 90 ล้านคนต่อปี และเที่ยวบินได้ 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

ระยะที่ 4 (ดำเนินการระหว่างปี 2564-2569) ประกอบด้วยการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 2 เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 105 ล้านคนต่อปี และเที่ยวบินได้ 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

ระยะที่ 5 (ดำเนินการระหว่างปี 2568-2573) ประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 150 ล้านคนต่อปี และเที่ยวบินได้ 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

โยกส่วนขายตะว้นออก-ตะวันตกอยู่ระยะสุดท้าย

และการพัฒนาเพิ่มเติม โดยการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกในอาคารผู้โดยสารในระยะท้ายสุดของแผนพัฒนาเพื่อลดผลกระทบจากการก่อสร้างต่อการให้บริการในอาคารผู้โดยสารในปัจจุบัน

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ ซึ่งอยู่ในระยะที่ 3 เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ทอท.แล้ว ฝ่ายบริหาร ทอท.จะนำเสนอกระทรวงคมนาคมและ สศช.เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ลดค่าแลนดิ้งฟรีดึงนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้คณะกรรมการ ทอท.ยังอนุมัติโครงการกระตุ้นตลาดด้านการบินและการท่องเที่ยวไทยระยะสั้นโดยให้ส่วนลดค่าบริการขึ้นลงอากาศยาน (Landing Fee) แก่เที่ยวบินเช่าเหมาลำระหว่างประเทศ (International Chartered Flight) เพื่อการขนส่งผู้โดยสาร จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 30 เมษายน 2563 ใน 6 สนามบิน ของ ทอท. ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

ทั้งนี้ ทอท.ได้ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ตลาดนักท่องเที่ยวของประเทศไทยแล้ว เห็นว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มีการเติบโตลดลงในปีงบประมาณ 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ ตลาดอินเดียและรัสเซีย ให้มีการเติบโตเชิงบูรณาการในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กับประเทศไทย

รวมทั้งเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจที่ให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกหรือสร้างแรงจูงใจในการเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มเติม นอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า

จากการดำเนินการโครงการดังกล่าว ทอท.คาดว่าจะสามารถเพิ่มเที่ยวบินในช่วงตารางการบินไม่คับคั่ง และส่งเสริมการตลาดด้านการบินของ ทอท.เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด อีกทั้งยังสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาคการท่องเที่ยวร่วมมือกันดำเนินการกระตุ้นการท่องเที่ยวในภาพรวมและขยายฐานการท่องเที่ยวให้กว้างขึ้น อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศในภาพรวมต่อไป

ที่มา : www.prachachat.net