Safe Haven การลงทุน ระหว่าง ‘ทองคำ’ และ ‘อสังหาฯ’

โดย นาย อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ คอลัมน์ Property Key

649

ตอบประเด็นคำถาม เหตุใดในช่วงวิกฤติโควิด-19 “ทองคำ” และ “อสังหาริมทรัพย์” จึงถือว่าเป็น Safe Haven หรือที่หลบภัยทางการเงินสำหรับนักลงทุน ทั้งๆ ที่สินทรัพย์ทั้งสองชนิดเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน

หลายครั้งที่เศรษฐกิจผันผวนหรือมีแนวโน้มถดถอย ในแวดวงนักลงทุนจะทำการโยกย้ายเงินลงทุนไปไว้ที่สินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่เรียกกันว่า “Safe Haven” หรือ “ที่หลบภัยทางการเงิน” นั่นก็คือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง ผันผวนน้อย ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา และได้รับการยอมรับจากทุกประเทศ นักลงทุนมักจะหันมาลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อปกป้องความมั่งคั่งของตัวเอง

ซึ่งขอยกตัวอย่าง Safe Haven 2 ประเภท ที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน นั่นก็คือทองคำและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ราคาทองพุ่งทุบสถิติใหม่รายวัน จนทองคำกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนที่ยั่วใจ และอีกนัยหนึ่งคือเป็นสินทรัพย์ประเภท Safe Haven จึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก เงินลงทุนมากมายไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งหุ้น และตราสารหนี้ เข้าสู่ทองคำอย่างต่อเนื่อง 

แม้ราคาทองคำจะมีการปรับตัวลดลงบางช่วง แต่นักวิเคราะห์หลายท่านยังออกมาให้ความเห็นว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำในตลาดโลกจะกลับมาทะยานขึ้นอีกในปีนี้

ในขณะเดียวกันสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจอีกประเภทหนึ่งก็คืออสังหาริมทรัพย์ ที่ปัจจุบันกลับมีราคาปรับลดลงสวนทางกับราคาทองคำ แต่เหตุใดเมื่อทั้ง 2 อย่างเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน แต่กลับดึงดูดใจนักลงทุนในช่วงเวลาเช่นนี้ไม่แพ้กัน

Advertisement

หากเปรียบเทียบการลงทุนในทองคำกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ก็พบว่ามีทั้งความเหมือนและความต่างกันอยู่หลายด้าน โดยสิ่งที่เหมือนกันนั้นคือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และราคาปรับขึ้นในระยะยาวแม้ว่าระหว่างทางจะมีการแกว่งตัวของราคาบ้าง แต่หากมองย้อนจากอดีตก็จะพบว่าทั้งราคาทองคำและอสังหาริมทรัพย์ล้วนปรับตัวขึ้น โดยราคาทองคำนั้นจะปรับตัวขึ้นทุกครั้งที่เศรษฐกิจถดถอย 

อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี ราคาทองคำก็จะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น เมื่อครั้งเกิดวิกฤติซับไพรม์ในปี 2554 ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 26,850 บาท แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2557 ราคาทองคำก็ปรับลดลงไปอยู่ระดับต่ำสุดที่ 17,750 บาท และราคามีการขยับขึ้นเล็กน้อยในแต่ละปีจนกระทั่งมาปรับขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วในปี 2563 จนขึ้นไปทำระดับสูงสุดใหม่ที่ทะลุ 30,000 บาท

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ราคาทองคำจะยังคงยืนอยู่ในระดับสูงไปอีก 1-2 ปี เพราะแม้หากมีวัคซีนรับมือการระบาดของโควิด-19 ออกมาในเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี ในการฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาดีเช่นเดิม 

ขณะเดียวกันในส่วนของอสังหาริมทรัพย์นั้นเราจะพบว่าในภาวะปกติราคาที่ดินจะปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% ซึ่งราคาขายจะอยู่ที่เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละทำเล ส่วนในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่อสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากการระบาดของโควิด-19 กลับพบว่าราคาที่ดินหลายทำเลไม่ได้ปรับลดลง ยังคงมีราคาที่เติบโตขึ้นเพียงแต่ปรับขึ้นน้อยลงกว่าทุกปี และบางทำเลที่เป็นทำเลศักยภาพก็ยังสามารถปรับขึ้นได้มากกว่าค่าเฉลี่ย (5-10%) 

และหากเรามาดูด้านที่อยู่อาศัยกันบ้าง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือและเป็นที่นิยมของนักลงทุนมากที่สุด แม้ช่วงนี้จะมีการชะลอการเปิดโครงการใหม่ และโครงการพร้อมอยู่ที่เปิดขายก็ปรับราคาลดลงมาอย่างมาก แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ทำให้กลุ่มนักลงทุนระยะยาวขาดความเชื่อมั่น เพราะเรายังได้เห็นภาพการ Sold Out ของหลายโครงการที่เปิดขายในช่วงนี้ที่สวนกระแสกำลังซื้ออย่างมาก เพราะแม้ในระยะ 1-2 ปี หากราคาคอนโดมิเนียมไม่ปรับขึ้นแต่ผู้ลงทุนก็สามารถปล่อยเช่า สร้าง Passive Income ในระยะยาวได้

ดังนั้นหากเปรียบเทียบกันแล้ว ในส่วนของความแตกต่างของการลงทุนในทองคำกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ก็คืออสังหาริมทรัพย์เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวกว่าทองคำ ส่วนทองคำนั้นมีสภาพคล่องสูงสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ภายในวันเดียว แต่ข้อดีอีกหนึ่งอย่างของอสังหาริมทรัพย์คือไม่จำเป็นต้องมีเงินสดก็สามารถซื้อได้ เพียงมีเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10-20% ก็สามารถลงทุนได้ และระหว่างที่ลงทุนเพื่อรอจังหวะขายทำกำไรยังสามารถปล่อยเช่าสร้างรายได้จากการลงทุน 

อย่างไรก็ตาม ในยุคดอกเบี้ยต่ำเช่นปัจจุบัน ทั้งทองคำและอสังหาริมทรัพย์ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ผู้ซื้อได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะดอกเบี้ยต่ำก็ส่งผลให้ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เข้าถึงต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ขณะเดียวกันผู้ซื้อทองคำเองก็ไม่เสียประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เพราะไม่ใช่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยนั่นเอง นอกจากนี้สินทรัพย์ปลอดภัยทั้ง 2 แบบ ยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้เช่นเดียวกัน ซึ่งใครที่นิยมการลงทุนแบบไหนก็สามารถเลือกได้ตามความถนัด แต่อย่างไรก็ดีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภทจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา : www.bangkokbiznews.com

Advertisement
นิช โมโน แจ้งวัฒนะ
นิช โมโน แจ้งวัฒนะ
นิช โมโน แจ้งวัฒนะ