ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเผยแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมปีนี้

1649
Bangkok Condo Market 2021

มร.แฟรงค์ ข่าน กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาโครงการที่พักอาศัย บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพในปี2563 ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการแพร่ระบาดของโควิด19 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลื่อนการเปิดโครงการเป็นจำนวนมาก จากเดิมในปี 2563 เลื่อนไปเปิดตัวในปีนี้ หรือปี 2565 แทน

เนื่องจากปัจจัยลบรอบด้านทั้งโรคระบาดและปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ ยอดขายของโครงการเปิดใหม่ในปี 2563 ลดลงไปกว่า60% หากเปรียบเทียบกับปี 2562 ในขณะที่ผู้พัฒนาโครงการปรับราคาขายลดลงอย่างน้อย 10% – 30% ในโครงการที่สร้างแล้วเสร็จและพร้อมเข้าอยู่ เพื่อระบายยูนิตเหลือขายและต้องการเก็บเงินสด แต่อย่างไรก็ตามตลาดคอนโดฯ ยังคงมีความเคลื่อนไหวจากความต้องการของผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองที่มองหาที่พักอาศัยในราคาที่สมเหตุสมผล รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนที่รอโอกาสเข้าซื้อในราคาขายที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่สุขุมวิทและพื้นที่ชานเมือง

มร. ข่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า  มีโครงการคอนโดใหม่จำนวนมากเข้ามาตลาดภายใน 2 – 3 ปีที่ผ่านมา และเริ่มชะลอตัวในช่วงนี้ ซึ่งเรามองว่าเป็นข้อดีที่ทำให้ตลาดมีความสมดุลมากขึ้นระหว่างอุปทานกับอุปสงค์ภายในประเทศ ล่าสุดรัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยการอนุมัติลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 90% ในขณะที่ลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและการโอนบางส่วนเหลือ 0.01% จากเดิมอยู่ที่ 1% ถึง 2% เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากโควิด -19

กำลังซื้อจากผู้ซื้อชาวจีน ฮ่องกง มาเลย์เซีย และสิงค์โปร์ หายไปเกือบหมด โดยผู้ซื้อชาวต่างชาติบางส่วนที่มีการซื้อคอนโดมิเนียมไว้แล้วตั้งแต่ปี 2562 ทิ้งเงินทำสัญญาและทิ้งเงินวางดาวน์ที่ต้องวาง 20%-30% ของราคาขาย เมื่อถึงช่วงเวลาต้องโอนกรรมสิทธิ์ ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังคงไม่ดีนัก เนื่องจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ จึงทำให้ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำลงแล้วก็ตาม ดังนั้นเราจึงจะเห็นว่าหลายๆ โครงการให้ส่วนลดสูง เพื่อให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อที่มีความพร้อมภายในประเทศ

จับตาดูช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เราคิดว่าด้วยศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในเรื่องการท่องเที่ยว ระบบสาธารณสุขและการแพทย์ ที่แข็งแกร่ง และภาวะค่าครองชีพถูก จะทำให้กำลังซื้อจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากชาวจีน

Advertisement
นิช โมโน แจ้งวัฒนะ
นิช โมโน แจ้งวัฒนะ
นิช โมโน แจ้งวัฒนะ

นางสาวอัญชลี เกษมสุขธวัช หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาโครงการที่พักอาศัยระดับไพร์ม บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เนื่องจากปัจจัยลบยืดเยื้อมานานเจ้าของหลายรายจึงต้องการขายทรัพย์สิน เพื่อเปลี่ยนวิธีการลงทุน บางรายขายทรัพย์สินเพื่อเก็บเงินสด ส่งผลให้อุปทานคอนโดมิเนียมในตลาดเพิ่มขึ้น ผู้ซื้อส่วนใหญ่ในปี 2563 ได้แก่ นักลงทุนชาวไทยที่มีความมั่นคงและมีเงินสด และรอซื้อคอนโดมิเนียมมาตั้งแต่ปี 2562 ผู้ซื้อมองว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้ซื้อคอนโดมิเนียมในราคาที่ดีที่สุด โดยเปลี่ยนจาการฝากประจำหรือลงทุนในหุ้นมาซื้อมาทรัพย์สินระยะยาว บางกลุ่มซื้อคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัยเอง เนื่องจากต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ซึ่งทำเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ คอนโดที่อยู่บริเวณสุขุมวิทตั้งแต่ชิดลมไปจนถึงทองหล่อ เพชรบุรีตัดใหม่ถึงพระราม 9, ราชเทวี – พญาไท – อารีย์, และจตุจักร – ลาดพร้าว – รัชดา ตามลำดับ ปัจจัยที่ดึงดูดผู้ซื้อแม้ในช่วงที่ตลาดชะลอตัวคือทำเลที่เดินทางสะดวกและโปรโมชั่นส่วนลดสูง

แยกพระราม 9 ตัดถนนรัชดา

ในปีนี้ เราคาดว่าตลาดคอนโดมิเนียมมือสองต่อจากนี้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นจากนักลงทุนต่างชาติที่สนใจลงทุนในทำเลยอดนิยม เช่น ชิดลมถึงทองหล่อ แม้ว่าการเดินทางมาประเทศไทยในช่วงนี้จะเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ แต่นักลงทุนต่างชาติจำนวนหนึ่งก็ตัดสินใจซื้อโดยที่ไม่ต้องมาดูห้องจริงและมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง กลุ่มชาวต่างชาติเหล่านี้ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับประเทศไทย  มีความรู้และความเข้าในการลงทุนอย่างดี

นางสาวพจมาน วรกิจโภคาทร หัวหน้าฝ่ายบริหารงานขายและการตลาด บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า “ปี 2563 เป็นปีที่เราประสบกับวิกฤติและปัจจัยลบต่างๆ มากมาย ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการบินและธุรกิจประเภทโรงแรม รวมไปถึงตลาดคอนโดมิเนียมด้วยเช่นกัน จำนวนโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในปี 2563 ลดลงกว่า 60% อยู่ที่ประมาณ 22,407 ยูนิตเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับปีที่ 2562 ที่อยู่ที่ 58,256 ยูนิต

ในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา มีลูกค้าสองกลุ่มที่เข้ามาในตลาด คือ กลุ่มลูกค้าที่มองหาคอนโดฯ มาตั้งแต่ต้นและซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และอีกกลุ่มคือกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่กว้านซื้อคอนโดฯ หลายห้อง ซึ่ง ณ เวลานี้ผู้ซื้อจะมีอำนาจในการต่อรองและได้รับราคาที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่มผู้ซื้อ กลุ่มผู้ซื้อที่มีความมั่งคงจึงหันไปมองตลาดบ้านที่มีความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยมากกว่า มีความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นเผื่อการขยายครอบครัวในอนาคต บวกกับโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโครงการแนบราบหรือตลาดบ้านมีการเติบโตดี โดยในปีที่ผ่านมา ตลาดบ้านระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท มีอัตราการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นถึง 20-30% ในปี 2563 ในขณะที่ตลาดบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป อัตราการเปิดโครงการใหม่คงที่ใกล้เคียงกับปี 2562

พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากนี้ ความสะอาด ความปลอดภัย เป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการเลือกที่อยู่อาศัยในยุค New Normal นักการตลาดและนักออกแบบโครงการที่พักอาศัยต้องทำงานและวิเคราะห์อย่างหนักเพื่อให้เข้าถึงและตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลง โดยเทรนด์ของโครงการคอนโดมิเนียมที่เราจะได้เห็นมากยิ่งขึ้นในยุค New Normal คือการลดการสัมผัสให้น้อย (Touchless Point), การออกแบบให้พื้นที่ส่วนกลางมีการระบายอากาศภายในอาคารได้ดีขึ้น มีเครื่องกรองอากาศ PM 2.5 และการฆ่าเชื้อโรคพื้นที่ส่วนกลาง ลดพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันหรือมีพื้นที่ Sharing น้อยลง เป็นต้น

รัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โครงการ Elite Card ซึ่งมีค่าบัตรราคา 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่านักลงทุนจำเป็นต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ดูเหมือนว่ามาตรการดังกล่าวยังกระตุ้นไม่ตรงจุด อย่างไรตามเราเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาหลังจากวัคซีนเริ่มกระจายสู่คนไทย และมาตรการการกักตัว 14 วันสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยหมดไป

ในฐานะที่ปรึกษาโครงการที่พักอาศัย ทางไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเองก็ปรับตัวตามสถานการณ์และความต้องการของผู้บริโภค โดยหันมาขยายการให้บริการด้านบริหารงานขายและการตลาดให้กับโครงการบ้านเดี่ยวและโครงการทาวน์โฮม มากขึ้นโดยตั้งเป้าหมาย 3 โครงการภายในปีนี้ ในส่วนของตลาดคอนโดฯ ก็ยังมีอีกประมาณ 3 – 4 โครงการที่จะกำลังจะเปิดตัวใหม่ภายในปีนี้

Advertisement